เก็บกะเป๋า เตรียมเดินทางไปกับรถ EV ที่แสนจะประหยัดและคุ้มค่าเอามาก ๆ แต่การเดินทางด้วยรถ EV เนี่ย จำเป็นต้องวางแผนการเดินทางสักนิด เพื่อไม่ให้เสียเวลาการเดินทาง เนื่องจากรถไฟฟ้าใช้ไฟฟ้าหลักในการขับเคลื่อน แต่ในทางกลับกันจุดบริการชาร์จไม่เพียงพอต่อต้องการของผู้ใช้รถ EV โดยเฉพาะในเทศกาลต่าง ๆ ที่มีวันหยุดยาว เดินทางไกลด้วยรถ EV อย่างไรไม่ให้เสียเวลาในการเดินทาง ปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะ เราจำเป็นต้องมีการวางแผนในทุก ๆ เส้นทางเสมอ แต่จะวางแผนการเดินทางรถ EV อย่างไรให้ลดระยะเวลามากที่สุด เราไปดูกันเลยค่ะ
ระยะทาง VS. ค่าเดินทางสบายกระเป๋า
วิธีการคำนวณค่าไฟรถ EV ก็ง่ายกว่าที่คิดแน่นอนค่ะ โดยเราจะคำนวณจากระยะทาง 100 กิโลเมตร หารด้วยอัตราสิ้นเปลืองไฟฟ้า (รถ EV จะมีอัตราสิ้นเปลืองไม่เท่ากัน) หลัจากนั้น จะได้เป็นไฟฟ้า 1 หน่วย และนำไฟฟ้า 1 หน่วย หารกับค่าไฟฟ้านั่นเองค่ะ
- ระยะทาง 100 กิโลเมตร ÷ อัตราสิ้นเปลืองไฟฟ้า = ไฟฟ้า 1 หน่วย (a)
- ไฟฟ้า 1 หน่วย (a) ÷ ค่าไฟฟ้า/หน่วย = อัตราค่าไฟฟ้า บาท/กิโลเมตร
แต่ขอแอบกระซิบไว้ตรงนี้ก่อนเลยนะคะ แต่ะละจุดบริการชาร์จไฟก็จะมีราคาที่ต่างกันออกไปค่ะ ก่อนชาร์จต้องสังเกตก่อนเสมอว่าเป็นจุดชาร์แบบไหน (AC Charger/ DC Charger และช่วงระยะเวลา)
วางแผนเส้นทางและจุดชาร์จ

หัวใจสำคัญในการวางแผนการเดินทางรถ EV ที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เลย ในกรณีที่ได้เดินทางในช่วงวันหยุดยาว หรือเทศกาลต่าง ๆ ยังพอละเว้นการวางแผนได้ แต่เมื่อถึงจุดพีคเมื่อไหร่ละก็ การวางแผนกลายเป็นเรื่อสำคัญมาก ๆ โดยเราสามารถใช้แอปพลิเคชันสำหรับรถ EV เช่น PlugShare หรือ Google Maps* เพื่อค้นหาและวางแผนจุดชาร์จระหว่างทาง ควรตรวจสอบว่าสถานีชาร์จอยู่ในเส้นทางและเป็นหัวชาร์จที่รองรับรถของคุณหรือไม่
*Google Map: สุดยอดแอปครอบจักรวาล และมีข้อมูลค่อนข้างปัจจุบันมากที่สุด เพียงแค่เข้าไปที่แอปพลิเคชั่น หลังจากนั้นกดค้นหา “สถานีชาร์จไฟฟ้า” ระบบจะแสดงจุดบริการชาร์จไฟฟ้าในบริเวณใกล้เคียง จุดเด่นของ Google Map คือ การสามารถขอ Direction ไปยังสถานีรถไฟฟ้าได้เลย
นอกจากนี้การวางแผนเส้นทางก็มีความจำเป็นไม่ต่างกัน เมื่อต้องออกเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นชินหรือไม่เคยไปมาก่อน การศึกษาเส้นทางก่อนจะช่วยให้การเดินทางง่ายยิ่งขึ้น เสียเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นจริง ๆ ค่ะ การเดินทางจะราบรื่นเมื่อเรารู้ว่าจะเดินทางไปไหน เส้นทางที่เดินทางนั้น มีสถานีบริการจุดชาร์จไฟกี่สถานี นิยามง่าย ๆ สำหรับการการวางแผนการเดินทางรถ EV ก่อนทุกครั้ง “มันจะทำให้การเดินทางเราง่ายขึ้น”
การชาร์จไฟระหว่างเดินทาง

คือ การบริหารเวลาและพลังงานแบตเตอรี่ในขณะเดินทางไกล เพื่อให้เราถึงจุดหมายได้เร็วที่สุด ปลอดภัยที่สุด และเสียเวลารอชาร์จไฟน้อยที่สุด สำหรับรถ EV การรอให้แบตเกือบศูนย์แล้วชาร์จจนเต็ม 100% จะยิ่งทำให้เราเสียเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นเป็นชั่วโมงโดยไม่จำเป็น โดยอาศัยหลักการ ดังนี้
- กราฟการชาร์จ (Charging Curve) และกฎ 20-80%: แบตเตอรี่รถ EV จะรับไฟได้เร็วที่สุดในช่วงที่แบตเตอรี่เหลือน้อย ประมาณ 10-20% และความเร็วในการชาร์จจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากแบตเตอรี่เกิน 80% ขึ้นไป เพื่อถนอมเซลล์แบตเตอรี่ไม่ให้ร้อนเกินไป ดังนั้น ควรชาร์จในช่วง 20-80% พอถึง 80% ปุ๊บให้ดึงสายออกแล้วออกเดินทางต่อทันที
- การซิงค์เวลาคนกับเวลารถ (Synchronized Stops): หลังจากเริ่มการชาร์ ควรวางแผนทำกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อฆ่าเวลารอ อาทิ แวะเข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสาย แวะกินข้าวเที่ยง หรือจะนั่งชิล ๆ ที่ร้านกาแฟก็ยังทำได้ ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้เสียเวลาไปกับการรอชาร์จไฟไปเสียเท่าไหร่
- ชาร์จแค่พอดีขับถึง ไม่จำเป็นต้องเติมเต็ม: เราไม่จำเป็นต้องนั่งรอจนแบตขึ้นถึง 80% ด้วยซ้ำ หากใกล้ถึงจุดหมายปลายทาง แต่ก็ควรชาร์จเผื่อเซฟตี้ไว้ประมาณ 15-20% วิธีนี้ช่วยประหยัดเวลาเดินทางรวมได้มหาศาล
เตรียมแอปพลิเคชันและบัญชีผู้ใช้ให้พร้อม

การเตรียมแอปพลิเคชันและกระเป๋าเงินดิจิทัล (E-Wallet) ให้พร้อมก่อนออกเดินทาง ถือเป็นขั้นตอนที่ช่วยลดความเครียดได้มากที่สุด เพราะเมื่อไปถึงหน้าตู้ชาร์จ เราจะสามารถเสียบสาย สแกน และชาร์จได้ทันที โดยไม่ต้องยืนรอลงทะเบียนหรือผูกบัตรใด ๆ ให้ยุ่งยากเลย
- 5 แอปค่ายหลักที่ต้องมีติดเครื่อง ส่วนครอบคลุมสถานีชาร์จส่วนใหญ่ในไทย:
- PEA VOLTA: แอปของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จุดชาร์จเยอะมากตามปั๊ม บางจาก และเส้นทางหลักสายสำคัญทั่วประเทศ
- EV Station PluZ: แอปของ PTT (โออาร์) พบได้ตามปั๊ม ปตท. ทั่วประเทศ เป็นแอปที่คนเดินทางไกลขาดไม่ได้
- Elex by EGAT: แอปของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีจุดชาร์จตามเส้นทางหลัก เขื่อน และในปั๊ม PT บางแห่ง
- MEA EV: แอปของ การไฟฟ้านครหลวง เน้นพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ออกต่างจังหวัดก็ควรมีเผื่อไว้
- REVERSHARGER /EA Anywhere: ค่ายเอกชนรายใหญ่ที่มีเน็ตเวิร์กสถานีชาร์จความเร็วสูงกระจายอยู่ตามห้างสรรพสินค้า โรงแรม และจุดพักรถสำคัญ
- วิธีตั้งค่าบัญชีและระบบจ่ายเงิน: เพื่อไม่ให้เสียเวลาหน้าตู้ ควรจัดการระบบการเงินให้เสร็จตั้งแต่ตอนอยู่บ้าน อาทิ ผูกบัตรเครดิต/เดบิต เพราะระบบจะตัดยอดตามจริงเมื่อชาร์จเสร็จ สะดวกและไม่ต้องคอยพะวงเรื่องเงินหมด หรือการเติมเงินเข้า E-Wallet บางแอปพลิเคชันจะให้เราเติมเงินสำรองไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลของแอปก่อน ควรตรวจสอบและเติมเงินทิ้งไว้ให้เรียบร้อยทุกครั้ง
- จองตู้ชาร์จล่วงหน้า: การเดินทางไกลในช่วงเทศกาลหรือวันหยุด ตู้ชาร์จอาจจะเต็มได้ง่าย ๆ การใช้ฟังก์ชันจองล่วงหน้าจึงสำคัญมาก แอปส่วนใหญ่ (เช่น PEA VOLTA หรือ EV Station PluZ) จะมีฟังก์ชันให้กดจองตู้ล่วงหน้าได้ประมาณ 10 – 15 นาที
ตรวจเช็กสภาพรถก่อนออกเดินทาง
ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง นอกจากการวางแผนการเดินทางรถ EV เราควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มแบบ 100% และระหว่างเดินทางควรวางแผนให้เหลือแบตเตอรี่สำรองไว้เสมอ เผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น สถานีชาร์จเสียหรือคนใช้เยอะ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสภาพรถอื่นๆ ที่จำเป็นไม่ต่างกัน
- แบตเตอร์รี่: ควรชาร์จแบตเตอรี่ทุกครั้งก่อนออกเดินทาง จนครบ 80-100% เท่านั้น!
- ลมยาง: ควรเติมลมยางตามสเปกของรถ ลมยางที่อ่อนเกินไปจะทำให้กินไฟมากขึ้นและเสี่ยงยางระเบิด
- ระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่: ตรวจเช็กระดับน้ำยาหล่อเย็นให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- สายชาร์จฉุกเฉิน (Portable Charger): ควรพกสายชาร์จฉุกเฉินติดรถไปด้วยเสมอ พร้อมหัวแปลง เผื่อ
- กรณีฉุกเฉินที่ต้องชาร์จกับไฟบ้านในที่พัก
ปรับพฤติกรรมการขับขี่เพื่อประหยัดพลังงาน

แค่ปรับก็ทำให้การวางแผนการเดินทางรถ EV มีความราบรื่นมากยิ่งขึ้นค่ะ การเปลี่ยนสไตล์การขับรถ ช่วยลดอัตราการใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ให้รถวิ่งได้ระยะทางไกลที่สุด พฤติกรรมการขับขี่มีผลต่อระยะทางอย่างมหาศาล เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าตอบสนองไวมาก ขับดุดันปุ๊บ ไฟหายวับไปกับตา
- รักษาความเร็วให้คงที่: การขับรถ EV ด้วยความเร็ว 90–110 กม./ชม. จะประหยัดพลังงานได้ดีที่สุด การขับเร็วเกิน 120 กม./ชม. จะทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
- เปิดระบบ Regenerative Braking: เปิดระบบหน่วงพลังงานกลับส่วนใหญ่ เพื่อช่วยชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ตอนถอนคันเร่ง โดยเฉพาะช่วงลงเขาหรือชะลอตัวในเมือง
- วางแผนการกิน-การพักให้ตรงกับจุดชาร์จ: ปรับตารางชีวิตให้เข้ากับรถ เช่น เลือกแวะกินข้าว เข้าห้องน้ำ หรือซื้อกาแฟ ในปั๊มหรือจุดที่มีตู้ชาร์จ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาฟรีกว่าครึ่งชั่วโมงในการนั่งรอรถชาร์จไฟเปล่า ๆ
สุดท้ายนี้ การออกทริปไกล ๆ ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าจะไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัวอีกต่อไป หากเรามีการวางแผนการเดินทางรถ EV อย่างถูกวิธี ทั้งการเช็กสภาพรถ คำนวณจุดชาร์จล่วงหน้าด้วยแอปพลิเคชัน และปรับสไตล์การขับขี่ให้สมูทขึ้น เพียงเท่านี้คุณก็จะได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่ทั้งประหยัด ปลอดภัย คุ้มค่า และมีความสุขไปตลอดเส้นทางแล้วค่ะ ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัยในทุกทริปนะคะ!
ขอบคุณข้อมูลจาก: เครื่องคำนวณค่าชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ตัวช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้ EV , 6 ทริค เดินทางไกลด้วยรถ EV – ขับขี่ปลอดภัย

