Category: ข่าว

  • 16 สิ่งของอันตรายในรถ ห้ามทิ้งไว้เด็ดขาด พร้อมไอเทมฉุกเฉิน (อัปเดต 2026)

    16 สิ่งของอันตรายในรถ ห้ามทิ้งไว้เด็ดขาด พร้อมไอเทมฉุกเฉิน (อัปเดต 2026)

    รถยนต์เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนตัวที่เรามักนำสัมภาระและสิ่งของต่างๆ เข้ามาเก็บไว้เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง แต่ทราบหรือไม่ว่าภายใต้อุณหภูมิห้องโดยสารที่อาจพุ่งสูงจัดเมื่อจอดทิ้งไว้กลางแดด หรือบางทีการจอดในร่มท่ามกลางช่วงที่อุณหภูมิสูง ต่างก็อันตรายไม่แพ้กัน สิ่งของบางอย่างอาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” หรือสร้างความเสียหายให้กับห้องโดยสารสุดของคุณได้ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ นี่คือ 16 สิ่งของอันตรายในรถ ที่ไม่ควรทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด รวมไปถึงไอเทมฉุกเฉินที่ควรมีติดรถไว้ อุ่นใจกว่าแน่นอน มีอะไรบ้าง ไปดูพร้อมกันเลย

    กลุ่มที่ 1: สิ่งของอันตรายในรถเสี่ยงถึงระเบิด

    • แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) และอุปกรณ์ไอที: แบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออน (Lithium-Ion) ไวต่อความร้อนสูงมาก การจอดรถตากแดดอาจทำให้เซลล์แบตเตอรี่บวม ลัดวงจร และเกิดประกายไฟจนลุกไหม้ได้ สิ่งของอันตรายในรถกลุ่มนี้รวมไปถึงสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแล็ปท็อป ก็ควรนำลงจากรถทุกครั้ง
    • ไฟแช็ก: ภายในบรรจุสารเคมีที่เป็นเชื้อเพลิงเหลว เมื่อเจอความร้อนสะสม ก๊าซจะขยายตัวขึ้น และอาจเกิดเหตุระเบิดได้ แม้จะเป็นเพียงประกายไฟเล็ก ๆ แต่ก็อาจลุกลามสร้างความเสียหายใหญ่หลวงได้
    • ขวดสเปรย์อัดแก๊ส: ไม่ว่าจะเป็นสเปรย์แอลกอฮอล์ สเปรย์น้ำแร่ หรือสเปรย์ปรับอากาศ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น แรงดันภายในกระป๋องจะเพิ่มขึ้นมหาศาลจนเสี่ยงต่อการระเบิดรุนแรง
    • สินค้ากระป๋องทุกชนิด: เช่นเดียวกับขวดสเปรย์ ความร้อนทำให้แรงดันเพิ่มขึ้น ซีลกระป๋องอาจปริแตกหรือระเบิด ทำให้ของเหลวหกเลอะเทอะ ทำลายเบาะหรือวัสดุภายในรถ กลายเป็นเรื่องจุกจิกขึ้นมาอย่างแน่นอน
    • ขวดน้ำพลาสติกใส: หากวางในมุมที่แสงแดดส่องผ่านพอดี ขวดน้ำจะทำหน้าที่เสมือน “เลนส์รวมแสง” (แว่นขยาย) จุดประกายไฟบนเบาะหรือคอนโซลได้ แม้ฟิล์มกรองแสงยุคใหม่จะช่วยลดความร้อนได้ดี แต่ก็ไม่ควรประมาท นอกจากนี้ความร้อนยังทำให้น้ำดื่มปนเปื้อนสารเคมีจากพลาสติกอีกด้วย

    กลุ่มที่ 2: สิ่งของเสื่อมสภาพและทำลายวัสดุภายในรถ

    • แผ่นยางกันลื่นและตุ๊กตาหน้ารถ (ซิลิโคน): ซิลิโคนเมื่อเจอความร้อนสะสมจะหลอมละลาย ทิ้งคราบฝังลึกและสร้างความเสียหายให้กับคอนโซลหน้ารถ (Soft Touch Materials) ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูง
    • เครื่องสำอางและยา: ยาทุกชนิด รวมถึงยาดม ยาหอม และเครื่องสำอาง (โดยเฉพาะกลุ่มที่มีส่วนผสมของน้ำมัน) จะเสื่อมสภาพ แยกชั้น และสูญเสียประสิทธิภาพเมื่อสัมผัสความร้อนจัด ควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องปกติจะเหมาะสมกว่า
    • แว่นตาและแว่นกันแดด: ความร้อนทำให้กรอบพลาสติกบิดเบี้ยว แตกลายงา และทำให้สารเคลือบเลนส์เสื่อมสภาพ หากจำเป็นต้องไว้ในรถ ควรเก็บในกล่องแว่นและใส่ในลิ้นชักให้ห่างไกลจากแสงแดดให้มากที่สุด
    • อุปกรณ์เครื่องเขียน: ยางลบ (มีสารพลาสติไซเซอร์) สีเทียน หรือสีชอล์ก สามารถละลายติดเบาะหรือพรมได้ และไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เหมือนเดิม
    • พวงมาลัยดอกไม้สด: เมื่อแห้งเหี่ยวจะกลายเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นผงและเชื้อรา นอกจากนี้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงในดอกไม้อาจปนเปื้อนในระบบกรองอากาศ (PM 2.5 Filter) ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ
    • อาหารและเครื่องดื่ม: ความร้อนกระตุ้นให้แบคทีเรียเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว (ใช้เวลาเพียง 20 นาทีในการทวีคูณ) ทำให้อาหารเน่าเสีย ทิ้งกลิ่นเหม็นอับไว้ในห้องโดยสาร และเสี่ยงต่อโรคอาหารเป็นพิษหากนำมารับประทานต่อ

    กลุ่มที่ 3: สิ่งของเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม

    • คู่มือจดทะเบียนรถยนต์ (เล่มสีน้ำเงิน): เป็นสิ่งของอันตรายในรถที่ไม่ควรอยู่ในรถมากที่สุด ห้ามเก็บเล่มจริงไว้ในรถเด็ดขาด หากรถสูญหาย มิจฉาชีพสามารถนำไปสวมรอยได้ทันที ควรพกแค่เพียง “สำเนา” และเซ็นกำกับวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เช่น “เพื่อการตรวจสอบของเจ้าพนักงานจราจรตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 เท่านั้น”
    • เอกสารสำคัญ: สมุดบัญชีธนาคาร ทะเบียนบ้าน หรือโฉนดที่ดิน หากสูญหายจะเสียเวลาดำเนินการใหม่ แนะนำให้สแกนเก็บไว้ในระบบคลาวด์ (Drive) หรือพกติดตัวเท่านั้น
    • กระเป๋าสัมภาระ: การวางกระเป๋าไว้บนเบาะเป็นการล่อตาล่อใจมิจฉาชีพ แม้รถยุคใหม่จะมีระบบกันขโมยที่ยอดเยี่ยมเพียงใด ก็ไม่ควรทิ้งของมีค่าไว้ให้เป็นเป้าสายตา

    ไอเทมฉุกเฉินที่ “ควรพก” ติดรถไว้ (Must-Have Emergency Kit)

    เราไม่สามารถคาดการณ์เหตุฉุกเฉินได้ การเตรียมพร้อมพึ่งพาตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ นี่คือสิ่งของที่ควรมีติดรถ หากเป็นไปได้ควรหามาติดรถไว้ เพื่อความปลอดภัยและลดระยะเวลาในเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

    • สายพ่วงแบตเตอรี่: อุปกรณ์พื้นฐานที่ช่วยแก้ปัญหารถสตาร์ทไม่ติดกะทันหัน ช่วยให้เราขอพ่วงแบตเตอรี่จากรถคันอื่นได้ทันที
    • ไฟฉาย: จำเป็นมากในยามวิกาล ควรใช้แบบใส่ถ่านและเก็บไว้ในจุดที่หลบแสงแดดและอากาศถ่ายเทได้ดี
    • สายชาร์จโทรศัพท์ (All-in-One): แม้รถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่าง OMODA จะมีแท่นชาร์จไร้สาย (Wireless Charger) มาให้อย่างครบครัน แต่การพกสายชาร์จสำรองไว้เผื่อผู้โดยสาร หรือเผื่อกรณีฉุกเฉินก็ช่วยให้อุ่นใจขึ้น
    • สมุดจดเบอร์โทรฉุกเฉิน: บันทึกเบอร์ญาติ ประกันภัย หรือช่างยนต์ ไว้เผื่อกรณีเกิดอุบัติเหตุ ผู้พบเห็นจะได้ใช้ติดต่อตามข้อมูลที่ระบุไว้
    • ทิชชู่ / ทิชชู่เปียก: สำหรับทำความสะอาดคราบเปื้อนเฉพาะหน้า หรือใช้เมื่อแวะจุดพักรถระหว่างทาง
    • ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น: อุปกรณ์ทำแผลสด (ผ้าก๊อซ, พลาสเตอร์, ผ้ายืดพันเคล็ด) ที่ไม่ใช้ยารับประทาน เพื่อรับมือกับอุบัติเหตุเล็กน้อยก่อนถึงมือแพทย์
    • เครื่องมืออเนกประสงค์ (Multi-tool): มีดพกหรืออุปกรณ์ช่างขนาดเล็กที่ใช้งานได้หลากหลาย ทั้งซ่อมแซมเบื้องต้นและใช้ป้องกันตัว
    • อุปกรณ์ปะยางฉุกเฉิน: ในกรณีที่รถยางแบนระหว่างทาง อุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้คุณขับรถต่อไปยังอู่ซ่อมได้

    ทริคเพิ่มความปลอดภัย ห่างไกลมิจฉาชีพ

    นอกจากการจัดระเบียบสิ่งของในรถแล้ว การป้องกันการโจรกรรมก็สำคัญไม่แพ้ 3 วิธีนี้จะช่วยให้ทุกคนห่างไกลจากคำว่ามิจฉาชีพมากขึ้น ที่สำคัญควรมีสติและการสอดส่องทุกครั้ง

    • เลือกจุดจอดรถที่ปลอดภัย: หลีกเลี่ยงมุมอับสายตา เลือกจอดในพื้นที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอและมีคนพลุกพล่าน
    • ติดตั้งกล้องหน้ารถ: อุปกรณ์สำคัญที่เปรียบเสมือนพยานปากเอกเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งต่อตัวเราเองและเพื่อนร่วมทาง
    • ติดฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูง (ความเข้มถูกต้องกฎหมาย): ช่วยพรางสายตาจากบุคคลภายนอก ลดความร้อนสะสม และปกป้องวัสดุภายในห้องโดยสาร

    การขับขี่อย่างปลอดภัยไม่ได้จบแค่บนท้องถนน แต่รวมถึงการใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในรถด้วย จัดการสัมภาระให้เป็นระเบียบ เลี่ยงพกสิ่งของอันตรายในรถ เท่านี้ก็ช่วยยืดอายุการใช้งานและรักษาห้องโดยสารรถคันโปรดของคุณให้สวยงามไปอีกนาน เดินทางปลอดภัยทุกเส้นทางนะ!

    ขอบคุณข้อมูลจาก: mitsurma.com , สำนักงานสถิติจังหวัดนนทบุรี

  • บอกลาความลังเล! รถ EV vs Hybrid คันไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

    บอกลาความลังเล! รถ EV vs Hybrid คันไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

    ระหว่างรถไฮบริดหรือรถไฟฟ้า เลือกแบบไหนดี? หลายคนอาจกำลังลังเลอยู่เมื่อต้องจ่ายเงินก้อนโตในการออกรถป้ายแดง ขวาก็ใช่ ซ้ายก็โดน ยิ่งในยุคที่ตลาดรถยนต์มีตัวเลือกมากมาย มีรถหลากหลายประเภทที่ถูกสร้างมาให้ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น ระหว่าง EV vs Hybrid จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้รอบด้าน ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ถูกสร้างมาเพื่อความประหยัดและรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ระบบการทำงานและแหล่งพลังงานกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราจึงอาสาสรุปข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มาเทียบกันให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น พร้อมแล้วไปดูกันเลย!

    รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

    รถยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle ที่กำลังเป็นกระแสตอบรับมาพักใหญ่แล้ว รถคู่แฝดของระบบไฮบริดที่ถูกพัฒนาด้วยกันอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นอยู่ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แทนน้ำมันเชื้อเพลิง 100% ลดการปล่อยมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    หลักการทำงานของระบบไฟฟ้า

    การทำงานของระบบรถยนต์ไฟฟ้านับว่าเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก เพราะระบบการทำงานค่อนข้างมีความซับซ้อนกว่าระบบอื่น แหล่งพลังงานส่วนมากจึงกำเนิดมาจากแบตเตอรี่ ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดเก็บและจ่ายกระแสไฟโดยตรง ในปัจจุบันเทคโนโลยีแบตเตอรี่มีความทนทานสูงและรับประกันยาวนาน อายุการใช้งานโดยเฉลี่ยยาวนาน 8-10 ปี หลักการทำงานก็แสนง่ายดาย โดยเปลี่ยนแปลงพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ สามารถแบ่งประเภทรถไฟฟ้า ดังนี้

    • รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle หรือ BEV): ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งหมด ทุกครั้งที่มีการเหยียบเบรก รถจะเปลี่ยนพลังงานเก็บไว้ในแบตเตอรี่ จำเป็นต้องชาร์จไฟจากสถานีจ่ายไฟ

    ข้อดี- ข้อเสีย ของรถยนต์ไฟฟ้า

    ที่สุดของยุคประหยัดน้ำมัน ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ไม่ต้องใช้น้ำมัน กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากทั่วโลก จึงทำให้รถยนต์ไฟฟ้าถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับการเลือกซื้อรถสักคัน

    ข้อดี

    • ประหยัดค่าใช้จ่ายขั้นสุด
    • ลดอัตราการปล่อยมลพิษทางอากาศ
    • ค่ารำรุงรักษาระหว่างปีน้อย
    • มีอัตราเร่งเร็ว แรงทันใจ

    ข้อเสีย

    • ต้องวางแผนการเดินทางทุกครั้ง หรือเมื่อต้องเดินทางไกล
    • ระยะทางการเดินทางขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่ 
    • การชาร์จไฟใช้เวลานานกว่า

    รถยนต์ไฮบริด (Hybrid)

    รถยนต์ไฮบริดใช้กระบวนการสันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยในการขับเคลื่อน ต่อมาจึงได้พัฒนาคิดค้นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ทำให้รถยนต์ไฮบริดสามารถทำงานเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันรถยนต์ไฮบริดนับว่าเป็นทางเลือกที่กำลังเป็นที่สนใจ ด้วยรูปแบบการดึงพลังงานมาใช้ ความเหมาะสม ความประหยัด จึงทำให้เป็นน่าที่จับจองเป็นเจ้าของ สามารถจำแนกได้ ดังนี้

    • รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV): ทำงานควบคู่ 2 ระบบภายใน คือกันสันดาปแต่เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ความพิเศษของระบบนี้คือจะทำงานสลับกันไปมาตามสถานการณ์ที่ขับขี่ โดยวิเคราะห์จากอัตราจากความเร็วในแต่ละสถานการณ์ และไม่สามารถชาร์จไฟจากภายนอกได้
    • รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือ PHEV): ลูกผสมระหว่าง HEV และ BEV มีทั้งการสันดาและมอเตอร์ไฟฟ้า จุดเด่น คือ สามารถชาร์จไฟจากข้างนอกได้ มีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า รถสามารถสลับการใช้งานระหว่างโหมดไฟฟ้าหรือไฮบริดได้อย่างลงตัว
    • รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle: FCE): พลังงานไฟฟ้าได้มาจากเซลล์เชื้อเพลิง โดยการเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนจากภายนอก แต่กลับถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดบางอย่าง ประกอบกับสถานีเติมน้ำมันเชื้อเพลิงไฮโดรเจนมีน้อยมาก จึงไม่คอยได้รับความนิยม

    การทำงานของระบบไฮบริด

    เครื่องยนต์อาศัยหลักการทำงานผสมผสานระหว่างการสันดาปจากการใช้น้ำมันและมอเตอร์ไฟฟ้าจากอัตราความเร็วสูง เพื่อเพิ่มกำลังในการขับเคลื่อน และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ต่างกับการขับขี่อัตราความเร็วต่ำ รถจะนำพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้นั่นเอง และทุกครั้งเมื่อมีการชะลอก็จะนำพลังงานนั้นมาสะสมไว้ในแบตเตอรี่อยู่เสมอ (Regenerative Braking) ซึ่งการทำงานของระบบไฮบริด สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

    • ไฮบริดแบบเต็มระบบ (Full Hybrid): เป็นระบบที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์ สามารถเคลื่อนที่ด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวในระยะทางอันสั้น และมีความเร็วต่ำ 
    • ไฮบริดแบบอ่อน (Mild Hybrid): ไม่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าได้เพียงอย่างเดียว จึงทำงานควบคู่ระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า
    • ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก (Plug-in Hybrid): สามารถชาร์จไฟจากภายนอกได้ ทำให้รถมีกำลังไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สามารถเดินทางได้ในระยะทางที่ไกลยิ่งขึ้น

    ข้อดีและข้อเสียของรถยนต์ไฮบริด

    ไฮบริดมีจุดเด่นในเรื่องของความสะดวกสบาย ถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย และเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก แต่ก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้าง ไปดูกันเลยค่ะ ระหว่างรถ EV vs Hybrid อะไรเจ๋งกว่ากัน

    ข้อดี

    • ประหยัดน้ำมัน เนื่องจากรถทำงาน 2 ระบบควบคู่กัน 
    • มอเตอร์ไฟฟ้ามีอัตราเร่งดี
    • ไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟจากข้างนอก 
    • มีความสะดวกในการใช้งาน ทั้งการขับขี่ระยะยาวและระยะสั้น

    ข้อเสีย

    • ระบบการทำงานมีความซับซ้อน
    • ค่าบำรุงรักษามีราคาสูงกว่าทั่วไป
    • ราคารถยนต์สูง 
    • มีค่าใช้จ่ายด้านค่าน้ำมันชื้อเพลิง

    เลือกแบบไหนดี ระหว่างรถ EV vs Hybrid?

    กำลังลังเลอยู่ใช่ไหมคะ แท้จริงแล้วเราเหมาะกับรถแบบไหนมากกว่ากัน? รถแฝดคนละฝาแบบนี้ รักพี่เสียดายน้อง ถึงจะมีความคล้ายคลึงกันในบางจุด แต่ก็ยังมีข้อแตกต่างบางประการอยู่มาก จุดประสงค์ในการใช้งานจึงต่างกันอยู่นิดหน่อย “ลักษณะการใช้งาน” คือ ปัจจัยแรกที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจ และปัจจัยอื่นอีกมากมาย เพิ่มการตัดสินในระการงรถไฮบริดหรือรถไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

    • การใช้งาน: ควรวิเคราะห์จากพฤติกรรมการใช้รถในชีวิตประจำวัน และโอกาสอื่นที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย อาทิ การขับขี่ในเมือง ระยะการเดินทาง เพราะรถไฮบริดสามารถขับได้ในระยะทางที่ไกลกว่ารถไฟฟ้า แต่รถไฟฟ้าก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการขับขี่ในเมือง 
    • ค่าใช้จ่าย: นอกจากค่าใช้จ่ายในการซื้อรถ ควรคำนึงถึงค่าบำรุงรักษาด้วย เนื่องจากรถยนต์ทั้ง 2 ระบบนี้ ต่างก็ต้องการบำรุงรักษาเหมือนรถยนต์ทั่วไป รถไฮบริดอาจต้องมีค่าใช้จ่ายในด้านของค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มมา 
    • ความสะดวกสบาย: ปัจจุบันสถานีชาร์จสาธารณะครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น และจุดเด่นที่แท้จริงของ EV คือการชาร์จที่บ้าน (Home Charging) ตื่นมาแบตเต็ม 100% พร้อมใช้งานทุกวันโดยไม่ต้องแวะปั๊ม
    • เทคโนโลยีความปลอดภัย: ทั้ง 2 มีประสิทธิภาพในด้านของความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม อาจมีจุดขายที่แต่ละค่ายรถพัฒนามาให้ นอกจากวิเคราะห์การใช้งาน ค่าใช้จ่าย ความสะดวกสบาย ในด้านของเทคโนโลยีความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่ต่างกัน

    เปรียบเทียบระหว่างรถ EV vs Hybrid นัดต่อนัด

    นวัตกรรมการขับขี่ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกลายมาเป็นรถระบบไฮบริดที่ทำงานควบคู่ระหว่างเครื่องยนต์และไฟฟ้า และรถไฟฟ้าที่ไม่ต้องอาศัยพลังงานจากเชื้อเพลิงเลย มีข้อได้ เปรียบและข้อเสียเปรียบ ซึ่งเราได้สรุปการเปรียบเทียบ ข้อแตกต่างระหว่างรถไฮบริดหรือรถไฟฟ้า เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อรถยนต์คู่ใจในอนาคต

    การขับเคลื่อน

    • รถไฟฟ้า: ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% 
    • รถไฮบริด: ขับเคลื่อนด้วยระบบสันดานภายในเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า

    แหล่งพลังงาน

    • รถไฟฟ้า: พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เท่านั้น 
    • รถไฮบริด: มีแหล่งพลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า

    ระยะทางการขับขี่

    • รถไฟฟ้า: สำหรับการใช้งานในเมือง ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่
    • รถไฮบริด: เหมาะสำหรับการเดินทางในระยะไกล เพราะรถสามารถเคลื่อนตัวด้วยระบบเชื้อเพลิงและไฟฟ้า

    ค่าใช้จ่าย

    • รถไฟฟ้า: ค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟต่ำมาก สบายกระเป๋าเลยแหละ!
    • รถไฮบริด: ค่าบำรุงรักษาสูง และมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเชื้อเพลิง

    ความเหมาะสมในการใช้งาน

    • รถไฟฟ้า: ขับทางไกลหรือใกล้ก็ได้ แต่จำเป็นต้องวางแผนการเดินทางก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะการเดินทางไปต่างจังหวัด ที่สถานีชาร์จไฟอาจไม่ได้มีตลอดเส้นทางรถ
    • ไฮบริด: เหมาะสำหรับการเดินทางในระยะทางสั้นและไกล ระบบไฮบริดจะช่วยให้รถประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น ช่วยเซฟค่าน้ำมันในกระเป๋าได้ระยะยาว

    ในยุคนี้ การจะตัดสินใจถอยรถใหม่สักคันต้องคิดให้รอบคอบครับ เพราะตัวเลือกในตลาดมีเยอะมาก โดยเฉพาะประเด็น EV vs Hybrid ที่ใครๆ ต่างก็ให้ความสนใจ แน่นอนว่ารถทั้งสองแบบมีทั้งข้อดีและข้อเสียเปรียบที่ต่างกันไป การเลือกรถที่ใช่จึงควรดูจากลักษณะการใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นหลัก เพราะรถหนึ่งคันจะต้องอยู่เป็นเพื่อนร่วมทางเราไปอีกหลายปี และอย่าลืมเผื่อใจนึกถึงเรื่องการบำรุงรักษาระยะยาวที่เราต้องคอยดูแลกันทุกปีด้วยนะ แต่ถ้าอยากเซฟค่าใช้จ่ายระยะยาว รถยนต์ไฟฟ้า 100% จาก CHERY พร้อมเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ คลิกเพื่อนัดหมายทดลองขับได้เลย!

    ขอบคุณข้อมูลจาก: mitsurma.com , mitsurma.com , erdi.cmu.ac.th , evdrivehub.com


  • รีวิว CHERY V23 รถไฟฟ้า 100% สไตล์เรโทร ดีไซน์โดดเด่นแบบ BOXY

    รีวิว CHERY V23 รถไฟฟ้า 100% สไตล์เรโทร ดีไซน์โดดเด่นแบบ BOXY

    รีวิว CHERY V23 รถไฟฟ้า 100% สไตล์เรโทร ดีไซน์โดดเด่นแบบ BOXY

    รีวิว CHERY V23 รถไฟฟ้า 100% สไตล์เรโทร ดีไซน์โดดเด่นแบบ BOXY

    CHERY V23 หรืออีกชื่อรุ่นในจีน iCar V23 รถไฟฟ้า 100% สไตล์เรโทร กับดีไซน์ทรงกล่อง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก กับทรงรถที่เป็นเอกลักษณ์ทันสมัย เรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีฟังก์ชั่นอะไรที่น่าสนใจ และราคาจำหน่ายแต่ละรุ่นย่อยอยู่ที่เท่าไหร่

    ราคาจำหน่ายแต่ละรุ่นย่อย

    • V23 2WD PLAY 699,900 บาท
    • V23 2WD PLUS 759,900 บาท
    • V23 4WD PEAK 889,900 บาท

    มิติตัวถัง

    • ยาว 4,220 มม.
    • กว้าง 1,915 มม.
    • สูง 1,845 มม.
    • ระยะฐานล้อ 2,735 มม.
    • ระยะห่างล้อคู่หน้า 1,613 มม. หลัง 1,641 มม.
    • ระยะต่ำสุดจากพื้น 205 มม.
    • ขนาดล้อและยาง หน้าและหลัง 225/55 R19 (ยกเว้น รุ่น 4ED Peak)

    CHERY V23 ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า มีทั้งรุุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 155 กิโลวัตต์ 211 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 292 นิวตันเมตร ความจุพลังงานแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูง 81.76 กิโลวัตต์-ชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โดยประมาณ 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 140 กม./ชม. อัตราการใช้ไฟฟ้า 22 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ 100 กม. ระยะทางวิ่งสูงสุด (NEDC) 430 กม. ในรุ่น Peak

    การออกแบบภายนอก

    • ไฟเลี้ยวด้านข้างแบบ LED
    • ไฟท้ายแบบ LED
    • ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED
    • ไฟสัญญาณแจ้งเตือน เมื่อหยุดรถกรณีฉุกเฉิน
    • ไฟตัดหมอกหลัง
    • แถบกันรอยด้านข้าง
    • บันไดข้าง
    • มือเปดประตูพร้อมไฟส่องสว่าง
    • กระจกหน้าต่างด้านหน้า แบบเก็บเสียง
    • ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัต
    • กระจกหน้าต่าง ควบคุมด้วยระบบ one-touch
    • กระจกมองข้าง ปรับด้วยระบบไฟฟ้า
    • กระจกมองข้าง พร้อมระบบไล่ฝ้า
    • กระจกบังลมด้านหลัง พร้อมระบบละลายฝ้า
    • ประตูท้าย เปิด-ปิดในแนวขวา
    • กล่องเก็บสัมภาระท้ายรถ
    • ไฟหน้าแบบ LED
    • ไฟหน้าพร้อมฟังก์ชันไฟส่องนําทางหลังดับเครื่อง
    • ไฟหน้าพร้อมฟังก์ชันทํางานอัตโนมัติ
    • ไฟหน้าปรับไฟสูง ไฟต่ำ อัตโนมัติ
    • ไฟส่องสว่างสําหรับขับขี่เวลากลางวันแบบ LED

    การออกแบบภายใน

    • ไฟส่องสว่างบริเวณที่ เก็บสัมภาระ
    • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน
    • ก้านคันเกียร์บริเวณคอพวงมาลัย
    • เบาะนั่งผู้ขับขี่ ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า 6 ทิศทาง
    • เบาะนั่งผู้ขับขี่ พร้อมฟังก์ชันระบายอากาศ
    • เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้า ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า 4 ทิศทาง
    • เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมฟังก์ชันระบายอากาศ
    • เบาะนั่งด้านหลัง พับได้ 50/50 แบบเรียบ
    • เบาะนั่งด้านหลัง พร้อมหมอนรองศีรษะ 2 ตําแหน่ง
    • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
    • ระบบกรองฝุ่นละออง PM 2.5
    • ที่เท้าแขนพร้อมช่องเก็บของ
    • ช่องเสียบ USB 3 จุด

    ระบบเครื่องเสียง

    • จอแสดงผลแบบสัมผัสบริเวณคอนโซลกลางขนาด 15.4 นิ้ว
    • รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
    • รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธ
    • เครื่องเสียง พร้อมลําโพง 7 ตําแหน่ง
    • ระบบเสียงปรับอัตโนมัติตามความเร็วรถ

    เทคโนโลยีความสะดวกสบาย

    • โหมดการขับขี่ (ประหยัด ธรรมดา สปอร์ต ถนนลื่น กําหนดเอง)
    • ระบบเบรกไฟฟ้า พร้อมระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ
    • ชุดซ่อมยางกรณีฉุกเฉิน
    • กล้องมองหลัง
    • กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง พร้อมระบบแสดงภาพ 540 องศา
    • เซ็นเซอร์ช่วยจอดรถด้านหน้าและด้านหลัง
    • ระบบควบคุมความเร็ว CC
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ACC
    • ระบบช่วยเหลือการขับขี่ในสภาพความเร็วต่ำ TJA
    • ระบบแจ้งเตือนการออกตัว
    • ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง TPMS
    • ระบบกุญแจแบบ NFC และแบบ Keyless
    • ระบบเซ็นทรัลล็อก
    • ระบบปลดล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อเกิดการชน
    • ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ เมื่อออกห่างจากตัวรถ
    • ระบบสั่งการผ่านแอปพลิเคชัน
    • ระบบสั่งการด้วยเสียง

    เทคโนโลยีความปลอดภัย

    • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้า FCW
    • ระบบเตือนการชนด้านหลัง RCW
    • ระบบเตือนจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA
    • ระบบเตือนเมื่อเปิดประตู DOW
    • ระบบเตือนการออกนอกเลน LDW
    • ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน LKA
    • ระบบตรวจสอบจุดอับสายตา BSD
    • ระบบป้องกันการออกนอกเลน LDP
    • ระบบป้องกันรถไหลเมื่อขึ้นทางลาดชัน HAC
    • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC
    • ถุงลมนิรภัยด้านหน้า ซ้าย-ขวา
    • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง ซ้าย-ขวา สําหรับผู้โดยสารคู่หน้า
    • ม่านถุงลมนิรภัย ซ้าย-ขวา
    • เข็มขัดนิรภัยแบบรั้งกลับ ด้านหน้าและหลัง
    • จุดยึด ISOFIX
    • ระบบลดกําลังขับเคลื่อนเพื่อช่วยเบรก BOS
    • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP
    • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS
    • ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS
    • ระบบกระจายแรงเบรก EBD
    • ระบบช่วยเบรก BAS